ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นแต่สถาบันติวเตอร์เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นติวเตอร์คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ในบรรดาติวเตอร์ทั้งหมดที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดนี้ ผมรู้สึกคันหัวใจกับติวเตอร์ที่สอนวิชาสังคมกับประวัติศาสตร์มากที่สุด เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะมันเป็นวิชาที่ผมมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไปติวเลยแม้แต่นิดเดียว นักเรียนทุกคนสามารถนั่งอ่านเองที่บ้านได้ทั้งนั้น เนื้อหาวิชานี้ไม่ได้มีความซับซ้อนเลย เพียงแค่อ่านและจำ อ่านและจำ อ่านและจำ เท่านั้นเอง

จริงอยู่ หลายๆคนอาจจะให้เหตุผลว่าการฟังติวเตอร์สรุปเนื้อหา พร้อมกับบอกเทคนิคการจำมาให้เสร็จสรรพเรียบร้อย มันประหยัดเวลาและสนุกสนานมากกว่าการไปนั่งเคี้ยวหนังสือเล่มหนาๆด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน การทำเช่นนี้ก็มีข้อเสียอยู่หลายข้ออยู่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็น

(1) มันทำให้เด็กมีความอดทนน้อยลง

(2) สมองของเด็กที่มีคนติวให้จะไม่ได้รับการพัฒนามากเท่ากับเด็กที่อ่านหนังสือด้วยตัวเอง

(3) การที่มีติวเตอร์มาป้อนให้อย่างนี้จะทำให้เด็กไม่ดิ้นรนที่จะค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง

(4) เด็กที่อ่านหนังสือด้วยตัวเองจะมีความสามารถในการอ่านจับใจความได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าเด็กที่มีคนติวให้ ส่งผลให้เด็กที่มีคนติวให้มาตลอดจะต้องมาตกม้าตายในระดับอุดมศึกษา เพราะการเรียนระดับมหาวิทยาลัยนี้ส่วนใหญ่ต้องช่วยเหลือตัวเอง ไม่ค่อยมีใครมาติวให้อีกแล้ว

ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าข้อเสียของการมีคนติววิชาสังคมและประวัติศาสตร์ให้มีน้ำหนักมากกว่าข้อดีมากมายหลายเท่าตัวเหลือเกิน นี่เองคือสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกคันหัวใจทุกครั้งที่เห็นติวเตอร์ที่สอนวิชาสังคมกับประวัติศาสตร์ แต่แน่นอน ผมไม่ได้กำลังบอกว่าความคิดของผมถูกต้องนะครับ ผมเพียงแค่เสนอมุมมองของผมที่มีต่อเรื่องนี้เท่านั้น (ซึ่งอาจจะเป็นมุมมองที่ผิดก็ได้) ถ้าหากวันหนึ่ง ผมค้นพบข้อมูลทื่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าการใช้บริการติวเตอร์วิชาสังคมและประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ควรทำ ผมก็พร้อมที่จะเปลี่ยนความคิดจากต่อต้านกลายมาเป็นสนับสนุนการติววิชาสังคมและประวัติศาสตร์ทันที

Comment

Comment:

Tweet